เห็ดหลินจือ สุดยอดยาอายุวัฒนะ

เห็ดหลินจือ

สารบัญ

  1. เห็ดหลินจือ คืออะไร
  2. ชนิดของ เห็ดหลินจือ
  3. สรรพคุณของ เห็ดหลินจือ
  4. งานวิจัยที่สนับสนุน ในเรื่องสรรพคุณ
  5. การรับประทาน ให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด
  6. ใครบ้าง เหมาะที่จะรับประทาน
  7. ใครที่ควรหลีกเลี่ยง หรือข้อห้าม
  8. สรุป

 

ถ้ากล่าวถึงยาที่เป็นราชาสมุนไพร และสุดยอดยาอายุวัฒนะนั้น ก็คงเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกซะจาก “เห็ดหลินจือ” นี้เอง ที่มีสรรพคุณบำรุงร่างกายและรักษาโรค ซึ่งมีการใช้กันอย่างมานานกว่า 2,000 ปี ในวงการแพทย์ของจีน และยังคงเป็นที่นิยมกันมากในยุคปัจจุบัน

ด้วยความที่มีสรรพคุณอย่างมากมายในการต่อต้านรักษาโรคร้ายหลายโรค ช่วยปรับสมดุลให้ร่างกาย ทำให้เป็นราชาสมุนไพรที่คนส่วนใหญ่ต้องการ

 

เห็ดหลินจือตามธรรมชาติ

เห็ดหลินจือ คืออะไร

“เห็ดหลินจือ” คือ เห็ดชนิดหนึ่ง ที่คนจีนถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะ และมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Ganoderma Lucidum ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลวงศ์ Ganodermataceae โดยมีลักษณะเป็นแบบมันวาว มีเนื้อไม้ มีก้านชูดอกออกมาให้เห็นชัดเจน สามารถพบเห็นได้ในเขตพื้นที่ร้อนชื้น และแบบอบอุ่น มีสรรพคุณที่เป็นประโยชน์มากมาย ทั้งด้านการรักษาหลายโรคร้าย บำรุงระบบร่างกายได้อย่างดี

มีต้นกำเนิดมาจากไหน

ต้นกำเนิดคือจากการนำมาใช้ในวงการแพทย์ของจีนนานกว่า 2,000 ปีมาแล้ว เพราะจากการที่มีคุณประโยชน์มาก และมักให้ความนิยมกันว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยรักษาได้หลายโรค และยังจะรับประทานเพื่อการบำรุง ปรับสมดุลของร่างกายก็ได้อีกด้วย

จากเห็ดที่ขึ้นในแถบโซนอบอุ่น บนต้นไม้ ก็ได้มาโด่ดเด่นในวงการแพทย์แผนจีน สู่การเป็นที่รู้จัก และยอมรับของวงการแพทย์ระดับโลก ทำให้เป็นที่นิยมของเหล่านักวิจัยและนักลงทุนทางการแพทย์ ที่ต้องการจะนำเอาสารสกัดที่เป็นประโยชน์ของเห็ดชนิดนี้ออกมาเพื่อเป็นยารักษาโรค หรืออาหารเสริมที่ช่วยในการบำรุงร่างกาย โดยแพร่หลายไปทั่วโลกอย่างตอนนี้

 

เห็ดหลินจือ สีเหลือง

ชนิดของ เห็ดหลินจือ

เห็ดหลินจือนั้นได้มีการสืบพบว่ามีอยู่หลายชนิด หลายสายพันธุ์ โดยมีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แต่หลัก ๆ ที่นำมาใช้ในการปรุงยา หรือรับประทาน จะนิยมเป็นสายพันธุ์สีแดง เนื่องจากมีสรรพคุณที่ดีทีสุด และส่วนมากจะพบเห็นสายพันธุ์อื่น ๆ ได้ ดังนี้

1. สายพันธุ์สีแดง มักจะพบอยู่บนภูเขาสูง ที่ขึ้นตามต้นไม้ ลักษณะชูดอกสีแดงแบบสีสด ที่ขึ้นสลับกับต้นสนจึงทำให้บรรยากาศโดยรอบมีสีสันสวยงาม และชาวจีนในสมัยก่อนมักจะเรียกว่า ชื่อจือหรือคันจือ ซึ่งจะมีรสที่ออกขม และมีสรรพคุณทางยาในการช่วยบำรุงหัวใจ กับปอด

อีกทั้งเชื่อว่าช่วยในการเสริมสร้างสติปัญญาอีกด้วย และเป็นสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะว่ามีสรรพคุณมากที่สุดในบรรดาสายพันธุ์ของเห็ดหลินจือทั้งหลาย

2. สายพันธุ์สีม่วง ที่จะขุดหาได้ยาก โดยชาวจีนสมัยก่อนมักจะเรียกว่า จื่อจือหรือมู่จือ มีรสชาติที่ออกมาทางรสหวานอุ่น และมีด้านสรรพคุณ ในการช่วยเสริมสร้างบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงจิตใจ และยังสามารถช่วยในการแก้โรคริดสีดวงทวาร

3. สายพันธุ์สีเขียว สวยงาม มักพบบริเวณที่เกาะติดกับต้นไม้ใหญ่ ๆ ใกล้แหล่งน้ำที่อยู่ในป่าลึก และมีการปกคุลมด้วยมอส และพืชสีเขียวหนา ๆ อยู่ในแถบอับชื้น มีลักษณะที่ชูดอกสวยงาม ชาวจีนสมัยก่อนมักจะเรียกว่า ชิงจือหรือหลงจือ มีรสชาติออกทางเปรี้ยว และมีสรรรพคุณ ในการช่วยบำรุงตับ ช่วยบำรุงสายตา และช่วยบำรุงเกี่ยวกับระบบประสาท

4. สายพันธุ์สีดำ มักจะพบการขึ้นอยู่กลางป่า มีลักษณะที่ชูดอกสีดำสวยงาม จึงเห็นเด่นชัดในเวลากลางวัน ชาวจีนในสมัยก่อนมักจะเรียกว่า เฮยจือหรือเอ๋าจือ มีรสชาติออกทางเค็ม มีสรรพคุณ ช่วยในเรื่องบำรุงไต และช่วยในเรื่องทางเดินปัสสาวะ

5. สายพันธุ์สีเหลือง มักพบบริเวณเกาะอยู่โคนต้นไม้ แถบโซนที่มีอากาศชื้น และมีการปกคลุมด้วยพืชต่าง ๆ เช่น มอส เฟิร์น ชาวจีนสมัยก่อนมักจะเรียกว่า หวงจือหรือจินจือ มีรสชาติออกหวาน มีสรรพคุณช่วยในการบำรุงม้าม ช่วยในการบำรุงระบบประสาท

6. สายพันธุ์สีขาว เป็นสายพันธุ์ที่มากพบได้ยาก มีลักษณะที่ชูดอกสีขาวสวยงาม มีกขึ้นตรงบริเวณที่อยู่ในป่าลึกที่ชุ่มชื้นมาก ชาวจีนสมัยก่อนมักจะเรียกว่า ไปจือหรือวีจือ มีรสชาติออกทางเผ็ด มีสรรพคุณในการช่วยเสริมสร้างการบำรุงตับ ช่วยบำรุงปอด ช่วยบำรุงระบบประสาท และรักษาสมดุลทางจิตใจ

 

น้ำเห็ดหลินจือ

สรรพคุณของ เห็ดหลินจือ

ในเรื่องของสรรพคุณเห็ดหลินจือนั้นมีมากมาย เพราะว่าในเห็ดมีสารที่สกัดได้หลายชนิด ทำให้ช่วยในการเป็นยารักษา และยาบำรุงได้ในเวลาเดียวกัน โดยมีสรรพคุณในการช่วยเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

1. ช่วยในการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เพราะมีการค้นพบว่าหากรับประทานอาหารเสริม ที่มีเห็ดหลินจือ จะมีผลทำให้ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ มีการปวดน้อยน้อยลง อีกทั้งการนำเข้าสู่ร่างกายก็ปลอดภัย ไม่พบว่ามีผลข้างเคียงแต่ประการใด และมีฤทธิ์ช่วยในการลดการอักเสบ หรือช่วยต้านการอักเสบ และช่วยในการปรับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

2. ช่วยในการเพิ่มสมรรถของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าระบบต่าง ๆ ของร่างกายจะเป็นระบบกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนโลหิต สารที่สกัดออกมาได้ก็มีส่วนในการช่วยเสริมสร้างให้ระบบต่าง ๆ นั้นดีขึ้น กล้ามเนื้อกลับมาใช้งานได้ดีขึ้น ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานด้ดีขึ้น

จากการค้นคว้าและทดลองกับผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อ ก็พบว่า ทำให้ระบบกล้ามเนื้อ และการเคลื่อนไหวของร่างกาย สามารถกลับมาใช้งานได้ดีมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

3. ช่วยในการต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน และเป็นการป้องกันมิให้เซลล์ตับถูกทำลาย มีการทดลองและค้นพบว่า สารไตรเทอร์พีนอยด์ และโพลีแซ็กคาไรด์ ที่พบในเห็ดหลินจือสามารถนำมา ใช้ช่วยในเรื่องของการต่อต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายได้ และได้ผลที่ดี

อีกทั้งยังช่วยในการป้องกันมิให้เซลล์ตับถูกทำลาย เนื่องจากสารที่มีประสิทธิภาพที่ได้สกัดมาจากเห็ดหลินจือนั้น มาทำหน้าที่ในการช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และยังช่วยในการยับยั้งไม่ให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยให้ลดการอักเสบของตับได้อีกด้วย

4. สิ่งที่สำคัญคือ ช่วยในการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งจากการวิจัยจึงพบว่าในเห็ดหลินจือ มีสารโพลีแซ็กคาไรด์ ที่เมื่อนำมาใช้ทดลองรักษากับผู้ป่วยมะเร็งปอด พบว่า สารนั้นมีส่วนสำคัญที่ช่วยในการยับยั้ง กระบวนกการทำงานที่เป็นหน้าที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาว และต่อมาก็พบว่าเห็ดหลินจือ อาจจะมีผลในการช่วยต่อต้านการอักเสบของผู้ป่วยมะเร็งปอดได้

แต่ยังไม่มีผลการวิจัยอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างไร สารในเห็ดสามารถใช้ร่วมในการช่วยรักษาในการรักษาโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยในการปรับปรุงบรรเทาอาการผลค้างเคียงของการรักษาของผู้ป่วยให้ดีขึ้น

 

วิจัย

งานวิจัยที่สนับสนุน ในเรื่องสรรพคุณ

มีการ วิจัยเห็ดหลินจือ จากคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย รศ.พญ.ดร.นริสา ฟูตระกูล ที่ได้มีการศึกษาค้นคว้าในเรื่องของการนำเห็หลินจือมาทดลองในการสร้างสมดุลของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย การออกฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ การช่วยลดความเป็นพิษของเลือด

โดยนำมาทำการรักษากับผู้ป่วยโรคไตที่มีอาการเรื้อรัง และดื้อต่อการรักษาในการใช้ยาแผนปัจจุบันสมัยใหม่ เมื่อทำการทดลองโดยใช้แคปซูลเห็ดหลินจือ กับยาขยายหลอดเลือด พบว่าน้ำเลือดที่ตรวจสอบในหลอดทดลอง ที่มีเซลล์บุผิวหลอดเลือดที่ปกติจะตายในอัตราที่สูง เปลี่ยนมาเป็นอัตราที่มีการตายน้อยลง

เพราะว่าน้ำเลือดของผู้ป่วยมีสารในการช่วยกระตุ้นการอักเสบก็ลดลงด้วย จึงทำให้เซลล์บุผิวหลอดเลือด และเซลล์ของไตลดการตายมากขึ้น และทำให้การใช้สารต้านการอักเสบมีสูงมากขึ้น

แสดงให้เห็นถึงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายกลับมาดี และทำให้มีเลือดส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ไตเพิ่มขึ้น การทำงานส่วนกรองของเสียมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังทำให้มีระดับโปรตีน ที่รั่วออกมาผสมในปัสสาวะ ก็ลดน้อยลง เป็นการช่วยฟื้นฟูสมรรถนะของระบบการทำงานของไตให้ดีมากขึ้น

 

เห็ดหลินจือแดง

การรับประทาน ให้ได้ผลลัพธ์ดีที่สุด

สำหรับการรับประทานนั้น ก็ควรเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานที่ออกมารับรองอย่างแน่ชัด ถึงปริมาณในการรับประทานว่าเท่าไรจึงจะถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่สมควร ซึ่งรวมไปถึงประสิทธิภาพที่จะได้รับจากเห็ดหลินจือ และผลข้างเคียงที่ จะมีความแตกต่างกันไปเมื่อคำนึงถึงผู้ที่รับประทานว่า อยู่ในช่วงเกณฑ์อายุใด เพศ และสุขภาพเป็นอย่างไร

ดังนั้น ผู้ที่ต้องการรับประทาน จึงต้องมีการหาข้อมูลเพื่อความเหมาะสมสำหรับการรับประทานเห็ดหลินจือ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนที่จะนำมารับประทาน แต่โดยหลักทั่วไป แล้วมีเกณฑ์ในการแบ่งปริมาณการบริโภค ดังนี้

  1. เห็ดหลินจือที่ผ่านกระบวนการอบแห้ง ไม่ควรรับประทานเกิน 1.5-9 กรัม/วัน
  2. เห็ดหลินจือแบบที่เป็นผงสกัด ไม่ควรรับประทานเกิน 1-1.5 กรัม/วัน
  3. เห็ดหลินจือแบบที่เป็นสารละลาย ไม่ควรรับประทานเกิน 1 มิลลิลิตร/วัน

 

ดื่มน้ำ เห็ดหลินจือ

ใครบ้าง เหมาะที่จะรับประทาน

ผู้ที่มีความเหมาะสมในการรับประทานได้นั้น เมื่อพิจารณาตามหลักของสรรพคุณแล้ว บุคคลโดยทั่วไปก็สามารถรับประทานได้ ไม่ว่าจะเป็น ผู้สูงวัย เด็ก คนวัยทำงาน และทุกเพศ เพราะว่าเห็ดหลินจือไม่มีผลข้างเคียง เมื่อมีการับประทานไปแล้ว กลับยิ่งมีการช่วยเสริมสร้างในการบำรุงระบบร่างกายให้สมดุล และมีการช่วยในการรักษาเยี่ยวยาได้อย่างดียิ่ง

แต่หากต้องการเจาะจงกลุ่มคน ที่จะใช้เห็ดหลินจือในการรักษาโรค แบ่งได้ดังนี้

  1. ผู้ที่เป็นเนื้องอก เนื้อร้ายต่าง ๆ และเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็ง
  2. ผู้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
  3. บุคคลที่มีความดันโลหิตสูง
  4. บุคคลที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง หรือเป็นโรคเบาหวาน
  5. ผู้ที่เป็นโรคตับและโรคไต

 

ข้อห้าม

ใครที่ควรหลีกเลี่ยง หรือข้อห้าม

ถึงแม้เห็ดหลินจือจะสามารถรับประทานได้ในทุกเพศ ทุกวัยก็ตาม แต่ก็ควรมีการระมัดระวังในการรับประทานให้ดี ๆ ก่อน เช่น

1. หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่ต้องมีการให้นมบุตร ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการรับรองผลกระทบที่ออกมาก็ตาม แต่เพื่อความปลอดภัยต่อสุขภาพของตน ก็ควรที่หลีกเลี่ยงก่อน รอให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปก่อนจึงน่าจะเหมาะสมสำหรับที่จะรับประทานได้

2. ผู้ที่มีความจำเป็นจะต้องผ่าตัด การรับประทานเห็ดหลินจือในปริมาณที่เยอะเกินไป อาจมีผลกระทบในการเป็นความเสี่ยงทำให้เกิดมีภาวะของการเลือดออก เมื่อต้องมีการผ่าตัด จึงมีความเป็นที่จะต้องลดความเสี่ยง ด้วยการหยุดรับประทานเห็ดหลินจือ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนถึงวันที่ทำการผ่าตัด

3. ผู้ที่มีความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ด้วยสรรพคุณของเห็ดหลินจือ อาจมีผลกระทบทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง จึงเป็นสิ่งที่ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตต่ำ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดหลินจือ หรือผู้ที่มีภาวะเกล็ดเลือดต่ำ หากรับประทานในจำนวนมากไป อาจเป็นการสร้างโอกาสของความเสี่ยงที่จะเกิดมีภาวะมีเลือดออก แก่ผู้ที่มีเกล็ดเลือดต่ำ จึงไม่ควรรับประทานเห็ดหลินจือเลย

หรือผู้ที่มีภาวะมีเลือดออกแบบผิดปกติ การรับประทานเห็ดหลินจือในจำนวนที่เกินปกติ อาจจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ที่จะทำให้มีภาวะมีเลือดออกได้ ยิ่งในผู้ที่มีภาวะเลือดออกแบบผิดปกติอยู่แล้ว

 

เห็ดหลินจือป่า

สรุป

เห็ดหลินจือ จัดเป็นราชาสมุนไพร ที่ทุกคนขนานนามว่ายาอายุวัฒนะ เนื่องจากมีสรรพคุณมากมาย และล้วนแต่เป็นสรรพคุณที่ดีมากสำหรับการรักษา และบำรุงระบบร่างกาย ที่โดยส่วนใหญ่ทุกเพศ ทุกวัยสามารถรับประทานได้

แต่ก็ควรมีการศึกษาก่อนรับประทานว่า ผู้รับประทานอยู่ในกลุ่มที่ควรห้ามรับประทานหรือไม่ เพื่อเป็นการบำรุงรักษา ที่ถุกทาง และได้ผลดีแก่ร่างกายต่อไป

 

แหล่งอ้างอิง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *