การรักษาโรคเบาหวาน

ยารักษาโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานนั้นถือเป็นโรคที่ร้ายแรง และเรื้อรังรักษาไม่หายขาด ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีเท่าที่ควร ขาดการออกกำลังกาย และรับประทานอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลในปริมาณมาก

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุมาจากปัจจัยอื่น ๆ อีกตามแต่ละชนิดของโรคเบาหวาน ดังนั้นการรักษาโรคเบาหวาน และหมั่นดูแลสุขภาพตัวเองจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากปล่อยไว้อาจทำให้มีโรคแทรกซ้อนตามอีกมากมาย

การรักษาเบาหวานแต่ละชนิด

โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด และการรักษาหลัก ๆ มี 2 แบบ คือ

  1. แบบที่พึงอินซูลิน คือ การรักษาโดยฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย วิธีนี้ใช้สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินขึ้นมาได้เลย
  2. แบบที่ไม่พึงอินซูลิน กลุ่มนี้ร่างกายยังมีการผลิตอินซูลินได้บ้าง แนวทางการรักษาคือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด คุมน้ำหนัก อาหาร และออกกำลังกาย

และการรักษาของแต่ละชนิดมีรายละเอียด ดังนี้

1. เบาหวานชนิดที่ 1

เป็นภาวะที่ตับอ่อนไม่สามารถผลิตฮอร์โมนอินซูลินได้ โดยมักพบในเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากภาวะแบบนี้มักเป็นมาตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งการรักษานั้น คือต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกายไปตลอดชีวิต โดยต้องควบคุมอาหาร คุมน้ำตาลในเลือด และออกกำลังกาย ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่แพทย์จะวินิจฉัยอาการแต่ละบุคคล

ชนิดของฮอร์โมนอินซูลิน ที่ใช้ในการรักษาเบาหวาน

1.ชนิดออกฤทธิ์เร็ว (Rapid Acting Insulin)
จะออกฤทธิ์หลังการฉีดประมาณ 15-30 นาที ระดับของยาจะเพิ่มขึ้นสูงสุดใน 1 ชั่วโมง และอยู่ได้นานถึง 3-5 ชั่วโมง

2.ชนิดออกฤทธิ์สั้น (Regular or Short-acting Insulin)
จะออกฤทธิ์หลังการฉีดประมาณ 30-60 นาที หลังการฉีด ระดับยาเพิ่มขึ้นสูงสุดใน 1-2 ชั่วโมง และอยู่ได้นานถึง 5-8 ชั่วโมง

3.ชนิดออกฤทธิ์นานขึ้นในระดับกลาง (Intermediate-acting Insulin)
จะออกฤทธิ์หลังการฉีดประมาณ 2-4ชั่วโมง ระดับยาเพิ่มขึ้นสูงสุด 6-10 ชั่วโมงและออกฤทธิ์ได้นานถึง 10-16 ชั่วโมง

4.ชนิดออกฤทธิ์นาน (Long-acting Insulin)
จะออกฤทธิ์หลังการฉีดประมาณ 1-2 ชั่วโมง ใช้ระยะเวลาการดูดซึมในร่างกายนานหลายชั่วโมง สามารถออกฤทธิ์ในการรักษานานมากกว่า 24 ชั่วโมงขึ้นไป

อ่านบทความเพิ่มเติม เบาหวานชนิดที่ 1 คืออะไร

2. เบาหวานชนิดที่ 2

เป็นภาวะที่ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้ แต่ปริมาณไม่มากพอที่ร่างกายต้องการ และส่วนใหญ่มักมีภาวะดื้อต่ออินซูลินร่วมด้วย พบมากในผู้ใหญ่วัย 40 ปีขึ้นไป และพบมากถึง 95% ของจำนวนผู้ป่วยเบาหวานในประเทศไทย

การรักษาของกลุ่มนี้คือ ให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ไม่ให้สูงเกิน 100 มก./ดล. โดยลดน้ำหนัก ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย หากไม่สารถทำได้ หรืออาการยังไม่ดีขึ้น จะมีการใช้ยาที่มีฤทธิ์ในการลดน้ำตาลในเลือด หรือฉีดอินซูลลินร่วมด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่แพทย์จะประเมินอาการของแต่ละคน

อ่านบทความเพิ่มเติม เบาหวานชนิดที่ 2 คืออะไร

3. เบาหวานชนิดอื่นที่มีสาเหตุเฉพาะ

ส่วนใหญ่เกิดจากโรคตับอ่อน หรือได้รับการผ่าตัดตับอ่อน ทำให้ยีนที่ควบคุมการทำงานของตับอ่อนผิดปกติ ส่งให้ผลการผลิตอินซูลินลดน้อยลงไปด้วย ซึ่งในเคสนี้แพทย์จะวินิจฉัยอาการของโรค และให้แนวทางการรักษาเป็นราย ๆ ไป

นอกจากนี้ยังเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมโดยกำเนิด หรือการใช้ยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยา sirolimus, calcineurin inhibitor (cyclosporin , tacrolimus) เป็นต้น

4. เบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์

สำหรับคุณแม่ที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์นั้น ส่วนใหญ่จะมีอาการเหมือนโรคเบาหวานชนิดอื่น ๆ คือ คอแห้งหิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลียง่าย เป็นต้น ซึ่งแนวทางการรักษานั้นคือ

  1. ควบคุมอาหาร โดยเฉพาะจำพวกข้าว แป้ง และน้ำตาล ซึ่งอาจจะหาวิธีเพิ่มคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ เช่น ทานข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องแทน เป็นต้น
  2. เพิ่มโปรตีน ให้มากขึ้นกว่าปกติ
  3. ลดรับประทานของมัน หรือลดไขมันลง
  4. ทานผักที่มีกากใยสูง
  5. ทานผลไม้ ที่ไม่มีรสหวานมาก
  6. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และบุหรี่
  7. ออกกำลังกายเบา ๆ เป็นประจำ

และคุณแม่ตั้งครรภ์ที่พบว่าตัวเองเป็นโรคเบาหวานชนิดนี้ ควรดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองให้มากเป็นพิเศษ เพราะนอกจากโรคเบาหวานแล้ว อาจเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เป็นอันตรายต่อลูกน้อย และตัวคุณแม่เองด้วย

โดยทั่วไปแล้วโรคเบาหวานชนิดนี้จะเป็นเฉพาะตอนตั้งครรภ์ และหลังคลอดบุตรแล้ว อาการของโรคมักจะหายไป แต่ก็ยังมีโอกาสที่จะกลับมาเป็นได้อีกครั้ง ทั้งนี้ต้องดูแลสุขภาพอยู่เสมอ ๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยง และนอกจากนี้ ยังต้องเข้าตรวจสุภาพเป็นประจำ เพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องจากแพทย์ต่อไป

สรุป

แม้ว่าโรคเบาหวานนั้นจะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ว่าสามารถควบคุมไม่ให้เกิดโรคได้ ทั้งนี้ขึ้นกับการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยเอง ว่ามีวินัยในการคุมตัวเองไม่ให้เกิดโรคแค่ไหน หากเราดูแลตัวเองมากพอ ไม่ทำให้ตัวเองอยู่ในภาวะเสี่ยง และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ก็จะลดโอกาสที่จะเป็นโรคเบาหวาน รวมถึงโรคอื่น ๆ ด้วย

 

แหล่งอ้างอิง

https://www.medicalnewstoday.com/articles/323627

https://med.mahidol.ac.th/ramapharmacy/sites/default/files/public/Insulin%20product%20in%20RAMA%2059final.pdf

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *